แอร์ระเบิดเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา โดยส่วนมากเกิดจากการที่ช่างแอร์ไม่มีความเข้าใจลักษณะการระเบิด หรือเป็นเพราะความประมาทซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นทุกท่านที่มีเครื่องปรับอากาศจึงจำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับอันตรายจากเครื่องปรับอากาศที่อาจเกิดขึ้นได้

รูปองค์ประกอบการติดไฟ
รูปองค์ประกอบการติดไฟ

ก่อนอื่นเราต้องทราบองค์ประกอบของการติดไฟก่อน ซึ่งจะมีองค์ประกอบคือ 1.ความร้อน 2.เชื้อเพลิง 3.อากาศ หากมี 3 องค์ประกอบนี้จะทำให้ไฟติดได้ และก๊าซใดๆจะมีแรงดันที่สูงขึ้นตามอุณภูมิที่สูงขึ้น (แรงดันจะแปรผันตรงกับอุณภูมิ)แต่ก๊าซแต่ละชนิดนั้นมีการขยายแรงดันที่ต่างกันซึ่งการระเบิดเกิดจากแรงดันสูงที่อยู่ในท่อแอร์ แอร์ระเบิดนั้นที่จริงแล้วจะระเบิดที่ท่อแอร์ก่อนเพราะท่อแอร์ทนแรงดันได้น้อยกว่าคอมเพรสเซอร์

สาเหตุที่แอร์ระเบิด

1. การเติมก๊าซออกซิเจน(อากาศ)เข้าสู่ระบบแอร์

สาเหตุที่แอร์ระเบิดจากการเติมก๊าซออกซิเจน(อากาศ) ส่วนมากมาจากการที่ช่างต้องการหารอยรั่วของท่อแอร์ จึงทำการเติมก๊าซออกซิเจนเข้าระบบ แต่ทว่าการเติมก๊าซออกซเจนเข้าไปในระบบนั้นทำให้เกิดแรงดันภายในท่อ และยังทำให้องค์ประกอบของการติดไฟครบถ้วน

ความร้อนเกิดมาจากการที่ภายในระบบมีแรงดันที่สูงจากการเติมออกซิเจนทำให้เกิดอุณภูมิที่สูงขึ้นตาม ส่วนเชื้อเพลิงหากช่างแอร์ระบายน้ำยาแอร์หมดแล้ว แต่ต้องอย่าลืมว่ายังมีน้ำมันคอมเพรสเซอร์ที่เป็นเชื้อเพลิง และสิ่งสุดท้ายคืออากาศ หรือออกซิเจนที่เราเติมเข้าไปในระบบนั่นเอง เมื่อมีองค์ประกอบครบจึงเกิดไฟในระบบยิ่งทำให้แรงดันภายในท่อมากขึ้นจนท่อระเบิดออกมา

ดังนั้นการหารอยรั่วจึงไม่ควรนำออกซิเจนมาอัดเพื่อหารอยรั่ว แต่ควรจะใช้ก๊าซไนโตรรเจนที่เป็นก๊าซเฉื่อยมีคุณสมบัติไม่ติดไฟ มาทำการทดสอบหารอยรั่วของท่อแอร์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้น้ำยาแอร์ในการทดสอบเพราะในระบบจะขาดออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบของการติดไฟ ป้องกันแอร์ระเบิดจากการหารอยรั่ว

2.การเชื่อมท่อแอร์โดยยังมีน้ำยาแอร์อยู่ในระบบ

อีกสาเหตุที่ทำให้แอร์ระเบิดคือการให้ความร้อนที่ท่อจนทำให้น้ำยาแอร์เกิดการขยายตัวจนท่อไม่สามารถรับแรงดันได้จนระเบิดออกมา โดยส่วนมากเกิดจากการที่น้ำยาแอร์มีอาการรั่วซึมจากท่อแต่ยังมีน้ำยาบางส่วนค้างอยู่ในระบบ จากนั้นช่างไม่ได้ทำการปล่อยน้ำยาออกจากระบบแต่ทำการเชื่อมอุดรอยรั่ว ทำให้ความร้อนจากเปลวไฟเชื่อมไปเพิ่มอุณภูมิสารทำความเย็น หรือน้ำยาแอร์จนมีแรงดันมากเกินกว่าท่อแอร์จะรับได้

ในกรณีนี้การระเบิดเกิดจากการขยายตัวของน้ำยาแอร์ ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นช่างแอร์จำเป็นต้องนำน้ำยาแอร์ออกให้หมด จากนั้นทำการขันศรที่เซอร์วิสวาล์วออกมาเพื่อไม่ให้เกิดแรงดันขณะกำลังเชื่อม เพียงเท่านี้ก็หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรง หรือทำให้แอร์ระเบิดได้

3.การนำถังน้ำยาแอร์ตั้งไว้กลางแดด หรือใกล้ความร้อน

ไม่เพียงแต่การที่แอร์ระเบิดอย่างเดียวที่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ยังรวมถึงถังน้ำยาและถังก๊าซต่างๆด้วย หากได้รับความร้อนจนภาชนะไม่สามารถทนแรงดันได้ก็จะเกิดการระเบิดตามแนวตะเข็บที่ได้ทำการเชื่อมไว้ โดยสาเหตุที่ถังระเบิดจะเป็นแบบเดียวกับเหตุผลข้อที่สอง คือการที่ก๊าซได้ความร้อนและเกิดการขยายตัว

ที่สารทำความเย็นชนิด R-32 นั้น จะขยายตัวในย่านอุณภูมิ 40-60 องศาเซลเซียส ที่ 210ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ทั้งนี้ความหนาของเหล็กที่ใช้ทำถังบรรจุจะมีความหนา 1.5 มิลลิเมตร น้ำหนักถังเปล่าประมาณ 3.5 กิโลกรัม ดังนั้นเราจึงไม่ควรนำถังน้ำยาแอร์ตั้งไว้กลางแดด หรือเอาไว้ในรถที่ดับเครื่องและจอดกลางแดดเพราะมีความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้

4.การลัดวงจรไฟฟ้า

การลัดวงจรไฟฟ้า หรือการที่ไฟฟ้าลงกราวน์ทำให้เกิดความร้อนเกิดขึ้นตามจุดต่างๆของส่วนประกอบแอร์ แน่นอนว่าหากการลัดวงจรนั้นเกิดขึ้นเป็นเวลานาน และสามารถสร้างความร้อนเพียงพอให้สารทำความเย็นเกิดการขยายตัวจนทำให้ท่อแอร์ไม่สามารถรับแรงดันได้ก็จะเกิดการระเบิดจากการขยายตัวของน้ำยาแอร์ได้เช่นกัน ดังนั้นเราควรติดตั้งเบรกเกอร์ชนิด RCBO ที่จะช่วยตัดวงจรไฟฟ้าได้

สรุป

สาเหตุหลักของการที่แอร์ระเบิดนั้นเกิดจากการที่แรงดันภายในท่อมากเกินกว่าท่อจะรับแรงดันได้ โดยแรงดันที่เกินมานั้นเกิดได้ 2 แบบ คือ 1.การเติมอากาศ หรือก๊าซออกซิเจนเข้าไปในระบบ 2.การที่สารทำความเย็นได้รับความร้อนและทำการขยายตัว ดังนั้นเราจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันแอร์ระเบิด และอุบัติเหตุที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์

สำหรับเจ้าของเครื่องปรับอากาศที่ให้ช่างแอร์มาตรวจสอบแก้ไขปัญหาแอร์ในบ้านของท่าน ควรสังเกตว่านอกจากน้ำยาแอร์แล้วยังมีถังก๊าซออกซิเจนมาด้วยหรือไม่ หากมีและนำมาใช้ควรสอบถามช่างถึงจุดประสงค์ในการใช้งาน และหากมีการเชื่อมท่อควรสอบถามถึงการปล่อยน้ำยาแอร์ให้หมด และการนำศรที่เซอร์วิสวาล์วออกก่อนการเชื่อมทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สินของท่าน

ทางที่ดีเมื่อช่างแอร์เข้ามาทำการตรวจสอบอาการเรียบร้อย ควรสอบถามถึงสาเหตุอาการเสีย วิธีการซ่อมคร่าวๆ และทำการตกลงราคาให้เรียบร้อยก่อนการซ่อม แก้ไขให้เรียบร้อยก่อนลงมือปฏิบัติงาน